พระธาตุอันตรธาน


#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป #ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาท#ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า #อโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์ #พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ#เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์#และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้#เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้ว#เธอก็จะบรรลุนิพพานได้#การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรค#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล#จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต #กามาวจรภูมิ #ไม่เป็นอย่างนั้น #จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่#เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากันนะ#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ #ถูกอริยมรรคแหวกออกไป#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ #นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า#นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง #พวกเรายังไม่เคยเห็น#เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง #ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง#พวกนี้พวกสัสตะทิฐิมีของที่เที่ยงคงที่#อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย#ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติ #พวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย #นี่พวกอุจเฉททิฐินะ #นิพพานมีนะ #นิพพานมีสภาวะรองรับ#สภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเอง#สงบจากอะไรสงบจากกิเลส#สงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่ง#สงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์
แสดงน้อยลง
#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า#เลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า#ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#เราฝึกไปจนกระทั่งใจเข้าสู่ความเป็นกลางเป็นกลางและบุญบารมีทั้งหลายเราก็สะสมของเราไป#เวลาวัดการปฏิบัตินะว่าดีหรือไม่นี่เราไม่ได้วัดเป็นรายวันเราจะวัดคล้ายคล้าย เกรดเฉลี่ยเกรดเฉลี่ย#คือจิตใจของเราจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยเรื่อย #จิตใจที่เข้มแข็งเติบโตขึ้นมาเนี่ยเมื่อมันมีบารมีมากขึ้นนะ#มันสะสมมาจากการสร้างความดีนานาชนิดนะเป็นพลังของจิต #บางคนเจริญสติอย่างเดียวนะความดีอื่นไม่เอาเลย#เจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวเรื่องอื่นไม่เอาเลยนะ#เรื่องศีลเรื่องอะไรไม่เอาทั้งนั้นเลยพวกนี้จิตไม่มีพลัง #อย่างมีสมาธิบางคนก็ทำสมาธิเจริญปัญญา ศีลไม่รักษา #จิตจะไม่มีพลัง และพลังของจิตตัวนี้มันเป็นมวลรวม #เป็นพลังรวมจากความดีทุกทุกอย่าง #ที่สะสมไว้ เรียกว่าบารมีต่างๆพอสะสมบารมีต่างๆมากพอแล้ว #จิตจะเกิดพลังที่จะก้าวกระโดด จะเกิดเปลี่ยนเรียกว่าเปลี่ยนโคตรเปลี่ยนตระกูลได้ #พวกเราตอนนี้เรามีอยู่ในตระกูลเดียวกันทั้งหมดนะ#คือตระกูลปุถุชนเป็นปุถุชน #เมื่อจิตมันมีบุญบารมีมากพอ มีพลังมากพอ เจริญสติเจริญปัญญา #มากพอมันจะก้าวกระโดดเปลี่ยนตระกูลไป #ไปอยู่ในตระกูลของโลกุตตระ ตระกูลของพระอริยะ #เราจะรู้สึกเลยว่าเรามีพ่อมีแม่ที่แท้จริงนะ #พ่อแม่ของเราในชาตินี้ก็จริงนะเป็นพ่อแม่จริง #แต่เป็นในชาตินี้แต่พ่อแม่ของเราในสังสารวัฏ นี้ คือ #พระพุทธเจ้า เราจะรู้สึกว่า เรารู้แล้วล่ะว่า พ่อแม่ของเราคือใคร #พี่น้องของเราคือใคร มันจะรู้สึกอย่างนั้น #เรารู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน เพราะเราหลงออกมาจากบ้าน #คล้ายคล้ายอย่างนั้นนะ คล้ายคล้ายเด็กหลงทาง #เราเป็นเด็กหลงทาง เด็กบางคนหลงทางมานาน #จนไม่รู้ว่าตัวเองมีบ้านอยู่ พวกเรานี่คือเด็กที่หลงทางมานาน #เราไม่รู้ว่าเรามีบ้านที่แท้จริง เราก็ไม่คิดที่จะกลับ นี้ #พระพุทธเจ้าเมตตากรุณา สูงนะ #ท่านอุตส่าประกาศธรรมะออกมา ลำบากขันท์มากเลยนะ #ในการประกาศธรรมะ คล้าย คล้าย สอนวัว สอนควาย ให้ขึ้นต้นไม้นะ ไม่ใช่ง่ายๆนะ #สอนให้คนละกิเลส ดีไม่ดีมันก็แว้งเอานะ มันโกรธเอา #ท่านอุตส่าทำ ท่านก็ชี้ทางให้เรา พอเราเริ่มเดินไป เดินไป #ถึงจุดที่เรารู้ความจริงแล้วว่าตัวเราไม่มี รูปธรรม นามธรรม มีอยู่ แต่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ตัวเรา #การกระทำ นะ มีอยู่แต่ไม่มีผู้กระทำ ใจมันอย่างนี้ #มันรู้จักความจริงของธรรมะละ #มันล้างความเห็นผิดว่ามีตัวมีตน#ล้างความเห็นผิดในเรื่องวิธีปฏิบัติ #ไม่งมงาย #หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ใจได้พระโสดา #เป็นพระโสดาบัน คล้ายเด็กหลงทาง #ที่รู้แล้วว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน #เรารู้นะว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน #รู้แล้วว่าพ่อแม่เราคือใคร รู้ว่าพี่น้องเรามี #คือบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลาย #แต่ว่าเรายังกลับไม่ถึงบ้าน #เราก็จะเกิดความพากเพียรนะมุ่งมั่น #ศรัทธาของเราคราวนี้จะแน่นแฟ้นนะ ไม่คลอนแคลน ละ #เราก็ขยันภาวนา ไปเรื่อย บางคนก็ใช้เวลานานหน่อย #อินทรีย์ไม่แก่กล้าใช้เวลา 7 ชาติ 7 ชาติสั้นนิดเดียวนะ #เราเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วน #บางคนก็สองสามชาติ #บางคนก็ชาติเดียว ภาวนาไปเรื่อย เรื่อย #สุดท้ายมันก็ถึงบ้าน ถึงบ้านแล้วโฮ้ย #หาบ้านแทบตาย บ้านอยู่ที่นี่เอง หาซะรอบจักรวาล #อยู่ที่จิตที่ใจที่บริสุทธิ์ขึ้นมานี่เอง #จะพบพระพุทธเจ้าตัวจริงนะ เราจะพบว่าพระพุทธเจ้ามีจริงจริง
แสดงน้อยลง
#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร #คือครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.เมื่อกาลล่วงไป #สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง#เวลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ #แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง #จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ระมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.#พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป #แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว. แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง #เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า #สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ #ประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน #จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ #ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว #ก็อันตรธานไป. ในกาลนั้น #หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน #กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว #ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า#อันตรธานแต่งพระธาตุ #เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล#ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ไม่สะดุ้ง#ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้องไม่ประกอบแล้วว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสองล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้#ผู้ไม่มีความโศกปราศจากธุลีบริสุทธิ์ว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว#ผู้บริสุทธิ์มีจิตผ่องใส#ไม่ขุ่นมัวเหมือนพระจันทร์ปราศจากมลทินนั้นว่าเป็นพราหมณ์
แสดงน้อยลง
#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้นกิเลสปรินิพพาน #ได้มีที่โพธิบัลลังก์ขันธปรินิพพาน #ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน #จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ #และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของ#พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปว #เวลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ #จักประชุมกัน #แล้วไปสู่#มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจัก#ไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง #จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ระมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป #แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน #มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ #พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง #เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. #ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น.#ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน #จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.#ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ#ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก#เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ #ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว #ก็อันตรธานไป.#ในกาลนั้น #หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น#เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน #กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว #กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า#พวกข้าพระองค์ จั#กได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว #ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ #เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล#ผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าว#ผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ไม่สะดุ้ง#ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้องไม่ประกอบแล้วว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสองล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้#ผู้ไม่มีความโศกปราศจากธุลีบริสุทธิ์ว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้ว#ผู้บริสุทธิ์มีจิตผ่องใสไม่ขุ่นมัวเหมือนพระจันทร์#ปราศจากมลทินนั้นว่าเป็นพราหมณ์
แสดงน้อยลง
#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้นกิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ระมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว. แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า อันตรธานแต่งพระธาตุ #เรากล่าวบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลผู้ไม่ถือมั่นนั้นว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้ไม่สะดุ้ง#ผู้ล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้องไม่ประกอบแล้วว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ละทิ้งบุญและบาปทั้งสองล่วงกิเลสเครื่องขัดข้องในโลกนี้#ผู้ไม่มีความโศกปราศจากธุลีบริสุทธิ์ว่าเป็นพราหมณ์#เรากล่าวผู้ที่มีความเพลิดเพลินในภพสิ้นแล้วผู้บริสุทธิ์มีจิตผ่องใสไม่ขุ่นมัวเหมือนพระจันทร์ปราศจากมลทินนั้นว่าเป็นพราหมณ์
#Gautama #Buddha#เมื่อใดแลเหล่ามนุษย์#ผู้ถือตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ #ได้เกิดความหวาดกลัว #เกิดหัวใจสะดุ้งหวั่นไหว#เมื่อนั้นขอให้ท่านจงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อใดแล #เกิดความมัวเมาอันเป็นเหตุแห่งความไม่สงบวุ่นวาย พื้นแผ่นดินไหลอาบนองแดงฉานไปด้วยเลือด #เปลวไฟแห่งความมุ่งร้ายเบียดเบียนแผดเผากระจายไป #จิตใจของมวลหมู่มนุษย์กลับกลายไปเป็นดั่งเดรัจฉาน #มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภายในแผดเผาเร่าร้อน เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ" #เมื่อใดแล ความรักเมตตาแห้งเหือดหายไปจากโลก #ความกรุณาสงสารก็แห้งเหือดหายไป #คนทั้งหลายเชือดเฉือนสายใยแห่งความรัก #ของมารดาตนเอง #เกิดผืนแผ่นดินเลื่อนลั่น ฟ้าสั่นไหว เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “#พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ" พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดแล #ผู้ทรงขจัดเสียซึ่งความมืดมิดภายในจิตใจที่เร่าร้อนของปวงประชา มวลหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบหนทางแสงสว่าง #เพียงแค่ได้สัมผัสเส้นใยแห่งรัศมี#ที่แผ่ออกมาของ#พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด #ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น #ขอพระสัทธรรมอันเป็นที่พึ่งพิง #ขออริยสัจจ์คือความจริง #จงเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน #ขอมวลหมู่มนุษย์จงเห็นอกเห็นใจเกื้อกูลเอ็นดูกันเถิด #ขอหมู่มนุษย์จงทนุถนอมความรัก
#ความเยื่อใยของมนุษย์ด้วยกัน #อยู่อย่างร่มเย็นสันติสุขเถิด #ขอบทแห่งมนต์อันประเสริฐ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเข้าผลสมาบัติ#อารมณ์พระนิพพาน#จึงมุ่งสู่พุทธภูมิ#เธออย่าได้กล่าวคำหยา...

ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุของจริง จากกรุงกบิลพัสดุ์ อัญเชิญสู่ประเทศไทย